วันพุธที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ข้อสอบปลายภาค
1.) คือ การนำเครื่องคอมพิวเตอร์รวมถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น สวิตช์ เร้าเตอร์ เครื่องพิมพ์ มาเชื่อมโยงให้เป็นระบบเครือข่าย โดยมีตัวกลางในการนำพาสัญญาณ เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้
2)1.ใช้ทรัพยากรร่วมกัน คือ การใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น การแชร์เครื่องพิมพ์ ทำให้ทุกคนสามารถใช้
เครื่องพิมพ์ร่วมกันได้
-2.ใช้ข้อมูลร่วมกันหรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลทำได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
-3.ติดต่อสื่อสารภายในระบบเครือข่าย
3) ฮับ (HUB)
ฮับเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงสัญญาณของอุปกรณ์เครือข่ายเข้าด้วยกัน การจะทำให้คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องคอมพิวเตอร์รู้จักกัน หรือส่งข้อมูลถึงกันได้จะต้องผ่านอุปกรณ์ตัวนี้ ปัจจุบันฮับถูกเปรียบเทียบกับ Switch ซึ่งมีความสามารถสูงกว่า และถือได้ว่าเป็นอุปกรณ์มาตราฐานที่ใช้สำหรับเชื่อมโยงสัญญาณในระบบเครือข่าย? เรียกว่าฮับตกกระป๋องไปแล้วครับ แต่ยังไง ก็เรียนรู้ไว้สักนิดก็ไม่ผิดกฏกติกาแต่อย่างไร เดี๋ยวจะหาว่าไม่รู้จริง
- สวิตช์ (Switch)
จะมีความสามารถในการทำงานมากกว่า Hub โดยที่อุปกรณ์ Switch จะทำงาน
ในการ รับ-ส่งข้อมูล ที่สามารถส่งข้อมูลจากพอร์ตหนึ่งของอุปกรณ์ ไปยังเฉพาะพอร์ตปลายทางที่เชื่อมต่ออยู่กับอุปกรณ์ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการส่งข้อมูลไปหาเท่านั้น ซึ่งจากหลักการทำงานในลักษณะนี้ ทำให้พอร์ตที่เหลือ
ของอุปกรณ์ Switch ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรับ-ส่งข้อมูลนั้น สามารถทำการ รับ-ส่งข้อมูลกันได้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้ในปัจจุบันอุปกรณ์ Switch จึงได้รับความนิยมในการนำมาใช้งานในระบบเครือข่ายมากกว่า ฮับ (Hub)
- สาย UTP ไม่มีสายนี้ก็ไม่สามารถสร้างเครื่อข่ายได้
4) องค์ประกอบของระบบการสื่อสารข้อมูลมีอะไรบ้าง จงบอกเป็นข้อๆ พร้อมอธิบาย (2คะแนน)
-1. ข้อมูล ข้อความ ภาพ วีดีโอ หรือสื่อประสม
-2. ผู้ส่ง อุปกรณ์สำหรับส่งข้อมูล ตัวอย่าง คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์
-3. ผู้รับ อุปกรณ์สำหรับรับข้อมูล ตัวอย่าง คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์
-4. สื่อกลาง แบบมีสาย เช่น สายเคเบิ้ล สายไฟเบอร์ออปติก แบบไร้สาย เช่น Wireless ในอากาศจะมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นวิทยุ ทำให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ เหมือนโทรศัพท์มือถือ
-5. โปรโตคอล คือ กฎเกณฑ์ที่ตกลงกัน ทำให้ทั้งสองฝ่ายติดต่อสื่อสารกันรู้ เรื่อง เหมือนภาษาที่ใช้คุยกัน
5) เครือข่ายแบบ LAN
ข้อดี
เป็นระบบเครือข่ายที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย สามารถติดตั้งได้ง่าย มีความเร็วของการรับส่งข้อมูลสูง อีกทั้งมีต้นทุนในการติดตั้งต่ำ
ข้อเสีย
1. มีสัญญาณรบกวนสูง
2. ต้องแชร์กันใช้ช่องสัญญาณคลื่นความถี่เดียวกัน
3. ยังมี หลายมาตรฐาน ตามผู้ผลิต แต่ละราย ทำให้ มีปัญหา ในการ ใช้งาน ร่วมกัน
- เครือข่ายแบบ BUS
ข้อดี
1.เป็นระบบที่ง่ายไม่ซับซ้อน
2.ประหยัดสายสัญญาณเพราะใช้แค่เส้นเดียว
ข้อเสีย
1.ติดตามข้อผิดพลาดได้ยาก
2.ควบคุมการทำงานได้ยาก
3. ถ้าสายส่งสัญญาณหลักเสียหาย ระบบเครือข่ายจะไม่สามารถทำงานได้
-เครือข่ายแบบ STAR
ข้อดี
1. สะดวก ง่ายต่อการตรวจสอบการทำงานของระบบโดยรวม
2. หากเครื่องคอมพิวเตอร์สถานีงานหนึ่งเสีย เครื่องอื่น ๆ สามารถใช้งานได้ตามปกติ
3. มีความเป็นระเบียบ
ข้อเสีย
1. อัตราเร็วในการส่งข้อมูลช้า ( 4 Mbps)
2. สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายของสายสัญญาณ
3. การขยายระบบจะขึ้นอยู่กับจุดควบคุมส่วนกลาง
4. ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์เซริ์ฟเวอร์เสีย เครือข่ายจะไม่สามารถทำงานได้
6) 1. หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ทำหน้าที่อ่านข้อมูลที่บันทึกไว้ในสื่อข้อมูลนำเข้า (Input Media) ซึ่งอยู่
ในรูปแบบต่างๆ กัน แล้วแปลงข้อมูลที่นำเข้าให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ
ได้ แล้วส่งไปยังหน่วยความจำหลักของ CPU เพื่อประมวลผลข้อมูลต่อไป
2. หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) ประกอบด้วย
2.1 หน่วยความจำ (Memory Unit) ทำหน้าที่จำข้อมูลที่รับเข้ามีอยู่ 2 ประเภทคือ
- หน่วยความจำหลัก(Primary Storage) ถูกสร้างมาพร้อมกับตัวเครื่อง ไม่สามารถเคลื่อนย้าย
ได้ ทำหน้าที่เก็บข้อมูลและคำสั่ง
- หน่วยความจำสำรอง(Secondary Storage) เป็นหน่วยความจำภายนอกเครื่อง เพื่อช่วยเก็บ
ข้อมูลเสริมจากหน่วยความจำหลัก
2.2 หน่วยคำนวณและตรรกะ(Arithmetic/Logic Unit : ALU) ประกอบด้วย
- การคำนวณทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ + , - , * , /
- เปรียบเทียบทางตรรกศาสตร์ ได้แก่ > , < , = , < >
2.3 หน่วยควบคุม(Controller หรือ Control Unit) ทำหน้าที่ควบคุมและประสานงาน ของระบบ
คอมพิวเตอร์ทั้งระบบ โดยทั่วไปแล้ว หน่วยความจำ หน่วยคำนวณและตรรกะ และหน่วยควบคุม
จะทำงานสัมพันธ์กัน จะขาดอย่างหนึ่งอย่างใดไปไม่ได้ จึงเรียกว่า หน่วยประมวลผลกลาง
3. หน่วยแสดงผลลัพธ์(Output Unit) ทำหน้าที่รับสารสนเทศหรือข่าวสารในรูปของสัญญาณไฟฟ้าจาก
CPU แล้วแปลงข่าวสารนั้น ให้อยู่ในรูปแบบแสดงผลลัพธ์ในสื่อข้อมูลแบบต่างๆ ซึ่งการแสดง
ผลลัพธ์ แสดงได้ 2 แบบ คือ
- Hard Copy คือ การแสดงผลลัพธ์ที่สามารถเก็บข้อมูลไว้ดูภายหลังได้ เช่น กระดาษ , Diskette
- Soft Copy คือ การแสดงผลลัพธ์ที่ไม่มีสำเนา และเก็บไว้ดูภายหลังไม่ได้ เช่น จอภาพ
7) 1. ขั้นการสำรวจ (Survey)
เป็นงานขั้นแรกที่กระทำ โดยนักวิเคราะห์จะสอบถามผู้บริหาร ซึ่งเป็นผู้ใช้งาน MIS ถึงความต้อง
การต่างๆ ปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อจะได้เสนอแนะวิธีที่เป็นไปได้ในการแก้ปัญหา บางครั้งเรียกว่า การ
ศึกษาความเป็นไปได้ "Feasibility Study"
2. การวิเคราะห์โครงสร้าง (Structured Analysis)
เป็นขั้นตอนที่นำผลการศึกษาถึงความเป็นไปได้ รวมทั้งการสอบถามเพิ่มเติมจากผู้ใช้ MIS
เพื่อนำมาประเมินเกี่ยวกับงบประมาณและระยะเวลาในการออกแบบและใช้งาน MIS เอกสาร
จากการวิเคราะห์โครงสร้างมักอยู่ในรูปของกราฟ หรือ รูปภาพแสดงขั้นตอนต่างๆ
3. การออกแบบโครงสร้าง (Structured Design)
เป็นการพิจารณาจำนวนโปรแกรมที่จะใช้ภายในระบบ แต่ละโปรแกรมจะทำงานเป็นอิสระอยู่ใน
ลักษณะโมดูลโปรแกรม (Program Module)
4. การศึกษาถึงฮาร์ดแวร์ (Hardware Study)
การศึกษาถึงฮาร์ดแวร์ที่จะใช้ในระบบ MIS เป็นงานสองขั้นตอนที่สามารถดำเนินไปพร้อมๆ กัน
5. ขั้นตอนการจัดเตรียมอุปกรณ์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Implementation)
เป็นขั้นตอนที่เปลี่ยนการทำงานจากระบบเดิมไปสู่ระบบใหม่ ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด ซึ่งมี
ผู้บริหารงานจะต้องวิเคราะห์ความเหมาะสมว่าจะเปลี่ยนแปลงโดยวิธีใด
6. ขั้นเปลี่ยนไปใช้คอมพิวเตอร์ (Conversion)
เมื่อผ่านขั้นตอนการจัดเตรียมอุปกรณ์และโปรแกรมคอมพิวเตอร์แล้ว นำข้อมูลหรือโปรแกรม
ต่างๆ ลงเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะนำไปใช้งานต่อไป
7. การศึกษาปัญหาหลังการใช้ MIS และการบำรุงรักษา (Post Implementation and
Maintenance)
เป็นขั้นตอนการประเมินผลการใช้งานระบบใหม่ โดยนำไปเปรียบเทียบกับผลที่ได้จากการวิเคราะห์และการ
สำรวจ ว่ามีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด แล้วทำการปรับระบบหรือเปลี่ยนระบบให้เหมาะสม
8)ด้านการศึกษา
- สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทิง ด้านการแพทย์ และอื่นๆ ที่น่าสนใจ
- ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่
- นักศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้อินเทอร์เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำลังศึกษาอยู่ได้ ทั้งที่ข้อมูลที่เป็น ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น
ด้านธุรกิจและการพาณิชย์
- ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ
- สามารถซื้อขายสินค้า ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
- ผู้ใช้ที่เป็นบริษัท หรือองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถเปิดให้บริการ และสนับสนุนลูกค้าของตน ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เช่น การให้คำแนะนำ สอบถามปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้า แจกจ่ายตัวโปรแกรมทดลองใช้ (Shareware) หรือโปรแกรมแจกฟรี (Freeware) เป็นต้น
ด้านการบันเทิง
- การพักผ่อนหย่อนใจ สันทนาการ เช่น การค้นหาวารสารต่าง ๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า Magazine online รวมทั้งหนังสือพิมพ์และข่าวสารอื่นๆ โดยมีภาพประกอบ ที่จอคอมพิวเตอร์เหมือนกับวารสาร ตามร้านหนังสือทั่วๆ ไป
- สามารถฟังวิทยุผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้
- สามารถดึงข้อมูล (Download) ภาพยนตร์ตัวอย่างทั้งภาพยนตร์ใหม่ และเก่า มาดูได้
9)คือ ระบบ Internet เคลื่อนที่ หรือ Internet มือถือ
ลักษณะการทำงานของ Mobile Internet คือ
1. มี 2 ระบบ ในการสื่อสาร คือ
- ระบบวิทยุ
- ระบบ Internet เดิม
โดยเมื่อเราใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อจะค้นหาข้อมูลใน Internet ข้อมูลจะส่งด้วยคลื่นวิทยุออก
ไปโดย WAP จากนั้น WAP จะทำการแปลงสัญญาณโดยผ่าน WAP Server เพื่อให้เป็น TCP/IP ที่ส่ง
ข้อมูลแบบ HTTP เพื่อเข้าไปค้นหาข้อมูลใน Internet จากนั้นจะส่งผ่าน WAP Server เพื่อแปลงสัญญาณ
เป็นคลื่นวิทยุแล้วส่งกลับมายังโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ร้องขอไป
2. โทรศัพท์เคลื่อนที่จะต้องมีซิมการ์ด (SIM Card) ซึ่งเปรียบเสมือน IP Address ของเรา
3. ข้อมูลที่ได้จะกะทัดรัด และน้อยกว่า Internet เพราะอุปกรณ์แสดงผลและหน่วยความจำของ
โทรศัพท์เคลื่อนที่จะน้อยกว่าคอมพิวเตอร์
4. โทรศัพท์จะใช้งาน WAP จะต้องรับส่งข้อมูลเป็นแบบ Digital เท่านั้น
10)Windows 8.1 ซึ่งใช้ประโยชน์จากแอปบนหน้าจอสัมผัสและประสิทธิภาพของเดสก์ท็อปได้อย่างเต็ม
11)คือ ระบบปฏิบัติการจากไมโครซอฟท์
12) คือ ระบบปฏิบัติการวินโดว์ระบบใหม่ Windows XP นี้ได้มีการรอง
รับการเปลี่ยนแปลงอินเทอร์เฟสใหม่ๆ ด้วยการใช้ Skin มีการทำงานที่เสถียรกว่าเก่า และที่สำคัญมีระบบ
รักษาความปลอดภัยที่แน่นหนากว่าเดิม
13)การค้นหาปัญหาของระบบเดิมที่ใช้อยู่การที่นักวิเคราะห์ระบบจะทราบได้ว่าองค์กรที่จะทำการวิเคราะห์ระบบนั้น ๆ มีปัญหาหรือไม่
รายงานปัญหาที่มาจากปัจจัยภายนอก รายงานปัญหาที่เกิดมาจากปัจจัยภายใน การวางแผนงานเพื่อศึกษาปัญหา
14) การศึกษาความต้องการ สมมุติว่าเราต้องการพัฒนาโปรแกรมสำหรับช่วยคำนวณ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือ ภ.ง.ด. 91 เราจำเป็นจะต้องกำหนดความชัดเจนของเราก่อนว่า ต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำอะไรได้บ้าง เช่น ต้องการให้คอมพิวเตอร์คำนวณภาษีสำหรับเจ้าของรายได้ เมื่อแยกยื่นภาษีกับผู้สมรส หรือจะให้สามารถรวมภาษีรวมได้ เราต้องการให้ซอฟต์แวร์พิมพ์ตัวเลขต่าง ๆ เกี่ยวกับภาษีออกมาให้เรานำไปเขียนกรอกในแบบฟอร์ม หรือเราต้องการให้ซอฟต์แวร์สามารถพิมพ์แบบฟอร์มได้เองโดยอัตโนมัติ รายละเอียดเหล่านี้เราต้องศึกษาให้พร้อม อนึ่ง เราต้องศึกษาขั้นตอนการคิดเงินภาษีด้วยว่ามีอะไรบ้างจะต้องทำขั้นตอนไหนก่อนหลัง แต่ละขั้นตอนมีการใช้สูตรอะไรบ้าง
7 .2 ออกแบบโปรแกรมเมื่อทราบความต้องการแล้ว ต่อมาจะต้องออกแบบโปรแกรมว่าจะ ให้แสดงข้อความอะไรบนจอภาพบ้าง รายการหลักหรือเมนูที่จะให้ปรากฏหน้าจอจะมีข้อความอย่างไร จะใช้วิธีเลือกรายการอย่างไร โปรกแกรมจะต้องมีกี่ส่วน จะต้องพิมพ์รายงานอะไรบ้าง จะเก็บข้อมูลอะไรไว้บ้าง
7 .3 เขียนโปรแกรมหลังจากออกแบบเค้าโครงออกโปรแกรมแล้ว เราสามารถเลือกเขียน ภาษาคอมพิวเตอร์แบบใดแบบหนึ่ง ซึ่งเราถนัดและมีตัวแปลรักษาอยู่แล้ว ภาษาอยู่แล้วมาใช้ในการเขียนโปรแกรม
7.4 ทดสอบโปรแกรม เมื่อเราเขียนโปรแกรมเสร็จก็จะต้องทดสอบว่า โปรแกรมที่จะทำขึ้น นั้นสามารถทำงานได้ถูกต้องตรงกับความต้องการ วิธีทดสอบนั้นเราจะจัดเตรียมข้อมูล ทดสอบเอาไว้ล่วงหน้า โดยข้อมูลทดสอบนั้นจะเป็นข้อมูลพิเศษที่เรารู้คำตอบล่วงหน้าแล้ว เมื่อนำข้อมูลนี้ไปใช้กับโปรแกรมที่จัดทำขึ้น เราก็มุ่งหวังที่จะได้คำตอบตรงกับคำตอบที่คิดไว้แล้ว หากไม่ตรงก็อาจเป็นก็เพราะมีสิ่งที่ผิดในโปรแกรม ถ้าเป็นเช่นนั้น นักโปรแกรมก็จะพิจารณาตรวจหาสิ่งผิดพลาดในโปรแกรม เพื่อแก้ไขและนำโปรแกรมนั้นมาทดสอบอีก จนกว่าจะเห็นว่าโปรแกรมทำงานได้ถูกต้องครบถ้วน การค้นหาที่ผิดนี้นิยมเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Debugging เมื่อได้จัดทำโปรแกรมขึ้นมาถึง 4 ขั้น และแน่ใจว่าโปรแกรมนั้นถูกต้องดีแล้ว เราก็พร้อม นำโปรแกรมนั้นไปใช้งานจริงต่อไป อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าจะได้แก้ไขโปรแกรมดีแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็อาจจะพบว่าเกิดความคาดเคลื่อนในที่อื่น ๆ หรือเกิดความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขโปรแกรมใหม่ เพราะมีความเปลี่ยนแปลงในสิ่งแวดล้อม และผู้ใช้เองก็อาจเกิดความต้องการใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอีก การแก้ไขเปลี่ยนแหลงเหล่านี้เรารวมเรียกว่า เป็นการบำรุงโปรแกรม
15)ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่อยู่ในโครงสร้างนั้น สิ่งพื้นฐานในการประมวลผลข้อมูลคอมพิวเตอร์
16)เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระบบเครือข่ายหลายระบบเข้าด้วยกัน คล้ายกับบริดจ์ แต่มีส่วนการ ทำงานที่ซับซ้อนมากกว่าบริดจ์มากโดยเราท์เตอร์จะมีเส้นทางการเชื่อมโยงระหว่าง แต่ละเครือข่าย
17) ประกอบด้วย บริดจ์ (Bridge) เราเตอร์ (Router) และสวิตช์ (Switch)
18) อุปกรณ์เชื่อมต่อ ADSL มีคุณสมบัติในการแชร์อินเทอร์เน็ตภายในองค์กร เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ เราเตอร์มาพร้อมกับพอร์ต RJ45 ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครือข่ายเช่น HUB หรือ SWITCH
19)ทำหน้าที่เชื่อมต่อ LAN หลายๆ เครือข่ายเข้าด้วยกันคล้ายกับสวิตช์แต่จะมีส่วนเพิ่มเติมขึ้นมาคือ เราเตอร์สามารเชื่อมต่อ LAN ที่ใช้โปรโตคอลในการรับส่งข้อมูลเหมือนกัน แต่ใช้สื่อส่งข้อมูลหรือสายส่งต่างชนิดกันได้
20) สวิตช์แพ็กเก็ต ข้อมูล (Data Switched Packet)ทำหน้าที่คัดแยกแพ็กเก็ต
21)มีประสิทธิภาพสูงมีจำนวนอินเตอร์เฟสมาก
22) สวิตช์ (Switch)
23) Network Layer
24)show ip route
25)เป็นระบบปฏิบัติการซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์
26) คือ แต่ละชั้นที่รับส่งข้อมูลจะมีการติดต่อรับส่งข้อมูลกับชั้นที่อยู่ติดกับตัวเองเท่านั้น จะติดต่อรับส่งข้อมูลข้ามกระโดดไปชั้นอื่นๆ ในคอมพิวเตอร์ของตัวเองไม่ได้ เช่น คอมพิวเตอร์ด้านส่งข้อมูลออกไปให้ผู้รับใน Layer ที่ 7 ซึ่งอยู่ที่ด้านบนสุดของด้านส่งข้อมูลจะมีการเชื่อมต่อกับ Layer 6 เท่านั้น ในส่วน Layer 6 จะมีการเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลกับ Layer 5 และ Layer 7 เท่านั้น Layer 7 จะไม่มีการกระโดดไป Layer 4 หรือ 5 ได้ จะมีการส่งข้อมูลไล่ลำดับลงมา จากบนลงล่าง จนถึง Layer 1 แล้วเชื่อมต่อกับ Layer 1 ในด้านการรับข้อมูล ไล่ขึ้นไปจนถึง Layer 7.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
.jpg)
